(TH) [Interview] 1st Photobook – Matsui Jurina’s Interview

12039683_874332899310712_4286466999758929529_n-checker

1st Photobook – Matsui Jurina’s Interview

          มัตสึอิ จูรินะ ผู้ที่เข้ามาใน SKE48 อายุได้เพียง 11 ปี คอยผลักดันวงในระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมานี้ เราได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่เคยบอกให้ใครได้รับรู้กับการถ่ายทำหนังสือรวมภาพ “JURINA” ที่ตัดเอาช่วงเวลาตั้งแต่อายุ 17 -18 ปีของเธอ และ “อนาคต” ที่มัตสึอิ จูรินะ ได้มองลึกลงไป

บันได ไม่ได้มีไว้ลง มีไว้ขึ้นต่างหาก!

เป็นยังไงบ้างครับ/คะ กับหนังสือรวมภาพที่เฝ้ารอมานาน?
จูรินะ – เป็นสิ่งที่ฉันปรารถนามาตลอดเลยจริงๆ ค่ะ ฉันเข้ามาใน SKE48 ตั้งแต่ตอนที่ฉันอายุ 11 ปี ก็ได้ถ่ายกราเวียร์ชุดว่ายน้ำแล้วล่ะคะ แต่ว่า เป็นแบบ “ชุดว่ายน้ำเด็กน้อย” ที่เหมือนกับมีท่อนบน กับ กางเกงว่ายน้ำสั้นๆ เองค่ะ ฉันเลยคิดว่า ฉันอยากจะใส่ชุดให้ดูเป็นผู้ใหญ่เหมือนแบบพวกพี่ ๆ เมมเบอร์ เร็ว ๆ บ้างจังน้า แต่ว่าส่วนต่างๆของชุดเริ่มหดสั้นลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ก็กลายเป็นว่า “มันแบบ น่าอายจังเลยยยยย” เพราะอย่างนั้นก็เลยเริ่มเรื่องจาก “สิ่งที่ปกปิดไว้” แล้วก็หลังจากที่เข้ามัธยมปลาย ท่อนบนก็เริ่มเป็นบิกินี่ธรรมดา ๆ แต่การที่ใส่ชุดว่ายน้ำท่อนล่างแบบสามมุม (แบบกางเกงชั้นใน) เนี่ย ฉันเกิดอายขึ้นมาจริงๆ ก็คิดลังเลอยู่ในใจมาตลอดเลยค่ะ

“บิกินี่เต็มตัว” แบบนั้นเองก็มีอยู่ในหนังสือรวมภาพเล่มนี้
จูรินะ – ยังไงๆก็รู้สึกเขินจริงๆนะคะ! (ขำ) แต่เป็นเพราะว่าทำให้รอนานมาถึง 7 ปี………..อ่า….แต่การที่ให้แฟนๆได้เห็นนี่น่าอายจริงๆน้า!

ในหนังสือรวมภาพเล่มนี้ ได้แบ่งพาร์ทใหญ่ๆ ออกมา เป็น ช่วงอายุ 17 และ 18 ปี ในช่วงอายุ 17 ปี ได้ถ่ายกันที่ โอกินาว่า แต่ทว่า เป็นสถานที่เดียวกันกับที่ถ่าย เอมวี “Mae No Meri” เพลงซิงเกิ้ลของ SKE48 ที่จะวางจำหน่ายในวันที่ 12 สิงหาคม ปีนี้สินะครับ/คะ
จูรินะ – ใช่แล้วค่ะ! แต่ว่า “Mae No Meri” เนี่ย เป็นเพลงของเรนะจัง(มัตสึอิ เรนะคนที่คอยผลักดัน SKE48 ร่วมกัน)นะคะ สถานที่ที่มาถ่ายหนังสือรวมภาพ เป็นที่ๆ ถ่ายทำ เอมวี SKE48 ครั้งสุดท้ายของเรนะจังเนี่ย ถือว่ามันเป็นโชคชะตาเนอะ!

แต่ว่า เป็นแค่ความบังเอิญสินะครับ/คะ
จูรินะ – ฉันตกใจมากจริงๆ ค่ะ! ฉันได้มาถ่ายหนังสือรวมภาพก่อนที่จะมาถ่ายเอมวีนี้สะอีก แต่ว่า ตอนที่มาถึงเกาะในตอนแรกนั้น ฉันก็คิดว่า “อยากจะมากับเมมเบอร์ SKE48 ทุกๆคนจังเลยน้า….” ค่ะ พอคิดแบบนั้น เมมเบอร์เซมบัตสึก็ได้มากันค่ะ ฉันตกใจมากจริงๆ “หรือว่า การที่มาที่เกาะนี้เนี่ย เพราะเป็นสภาพที่ตัวเองจะต้อง [Mae no Meri] เอนไปข้างหน้าได้แล้วหรอกหรือนี่…….”

ช่วงอายุ 17 ปี “ในสถานที่แห่งโชคชะตา” และในส่วนของช่วงอายุ 18 ปีนั้น ได้ไปที่ ลอสแองเจอลิส
จูรินะ – ฉันได้ไปภูเขาที่มีตัวอักษรคำว่า [HOLLYWOOD] ด้วยค่ะ “เคยเห็นในทีวีมาก่อนด้วย!” ซึ่งฉันประทับใจมากๆ เลยค่ะ และแล้วก็ เป็นการถ่ายทำด้วยบิกินี่แบบเต็มตัว………ได้ถ่ายออกมาด้วยสีหน้าให้ดูเหมือนผู้ใหญ่จนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของฉันเลยค่ะ “เป็นความรู้สึกที่ว่าไม่ใช่แค่ชุดว่ายน้ำอย่างเดียว แต่มันดูเหมือนอยู่ๆก็ขึ้นบันไดก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างไรอย่างนั้น?” ดูท่าอาจถูกคิดจากแฟนๆ ว่า “นี่ อย่าอยู่ๆก็เป็นผู้ใหญ่ไปเลยแบบนี้ทีเดียวสิ!” ก็ได้นะคะ (ขำ)

ในพาร์ทโตเกียวที่เชื่อมกันระหว่างอายุ 17 กับ 18 ปี เอาไว้ด้วยกันนั้นมีการถ่ายทำ แม้แต่ที่ “โอโตโคะซากะ” ซึ่งเป็นที่ๆ จูรินะซังได้ปรากฏตัวในเอมวี “โอโกเอ ไดยามอนโดะ” (ปี 2010) เป็นเพลงที่ได้ยืนอยู่ตำแหน่งเซนเตอร์ของเอเคบี 48
จูรินะ – คิดถึงจังเลยน้า ในตอนแรกได้ขึ้นบันไดที่ถ่ายเอมวีเพลง “โอโกเอ ไดยามอนโดะ” ฉันก็ได้ไปที่ “โอโตโคะซากะ” อีกครั้งเพื่อไปถ่ายทำ ภาพยนตร์ Documentary (“Documentary of AKB48 No flower without rain Shoujou tachi wa Namida no atoni Nani wo miru?” ได้เปิดตัวไปในปี 2013) ในตอนนั้นเองฉันก็ได้ขึ้นบันไดนั้นค่ะ หนังสือรวมภาพคราวนี้เองก็ขึ้น………..ก็เลยคิดว่า “ฉันหน่ะ ยังต้องเติบโตขึ้นไปอีกเพื่อที่จะตั้งเป้าหมายไปให้ได้เหนือกว่านี้ค่ะ” แต่ว่า ตอนที่ฉันโดนบอกว่า “งั้นก็ ลงบันไดมาทั้งอย่างนั้นหล่ะ” จากตากล้อง ฉันนี่ไม่เอาสุดๆเลยค่ะ เหมือนกับว่า “บันไดไม่ได้มีไว้ลงนะ มีไว้ขึ้นต่างหากเล่า!” (ขำ) ถ้าลงล่ะก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เราแพ้หน่ะค่ะ(ขำ)
[Note: OTOKOZAKA เป็นชื่อของบันไดก่อนขึ้นไปเจอวัด เมียวจิโอโตโคซากะ เป็นสถานที่ๆจูรินะเคยวิ่งขึ้นบนบันไดนี้ในเพลงซิงเกิ้ลของเอเคบี โอโกเอ ไดยามอนโดะ]

หรือว่ามันจะเป็นบทพูดเพื่อโจมตี “เซนเตอร์” สินะครับ/ค่ะ แล้วก็ การตัดหน้าปกนั่นก็โดนโจมตีเหมือนกัน
จูรินะ – ใช่ค่ะ ถูกโจมตีเลยค่ะ! ทำอย่างเต็มที่เลยนะคะ! (ขำ) ฉันคิดว่าแฟนๆเห็นแล้วต้องตกใจแน่ๆ เลยค่ะ! แล้วก็ ภาพในสมัยก่อนนั้นจะมีลงอยู่หลายภาพอยู่นะคะ ไม่อยากให้คิดว่า “จูรินะในตอนนั้นไม่มีอีกแล้ว……คิดถึงจังเลยน้า!” แต่ฉันอยากให้ตื่นเต้นกับมันโดยที่คิดว่า “อ่า…โตเป็นสาวแล้วนะเนี่ย หลังจากนี้ไปก็เริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสินะ” อารมณ์ประมาณนั้นค่ะ เลยอยากจะให้ดูภาพเมื่อก่อนด้วยไงล่ะคะ

ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะไอดอล และถูกให้ความช่วยเหลือ

เอาหล่ะ มัตสึอิ จูรินะผู้ที่ทุ่มเทสุดกำลัง ในวง SKE48 AKB48 นั้นไม่ค่อยได้เห็นในส่วนของความเป็นส่วนตัวเลยแม้สักนิดเดียวเลยนะครับ/คะ
จูรินะ – ความเป็นส่วนตัวเนี่ยฉันไม่ค่อยมีเลยค่ะ ถึงแม้ว่าจะมีวันหยุดก็ตาม ฉันก็จะไป ร้านเสริมสวยบ้าง ร้านนวดบ้าง หรืออย่างร้านดูแลเพื่อบำรุงร่างกายตัวเองค่ะ ดังนั้นเลยไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลย ส่วนเที่ยวแบบส่วนตัวก็เป็นแค่เที่ยวที่โอกินาว่าที่ไปกับ SKE48 รุ่นที่ 1 ยกเว้นเรนะจัง เมื่อตอนเดือนมกราคมปีนี้เองค่ะ

แล้วมีบ้างมั้ยที่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนนอกจากในกลุ่มเอสเคอี48?
จูรินะ – เพื่อนแบบนั้นไม่มีหรอกค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะชวนรุ่นน้องไปทานข้าวด้วยกันอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง ความหมายนั้นก็คือ อาจจะได้รับสืบทอดจากมาริโกะซามะ (ชิมาดะ) ที่จบการศึกษาไปแล้ว ซึ่งคอยเอาใจใส่รุ่นน้องล่ะมั้งคะ ก็ตอนที่อายุเท่าๆกับรุ่นน้องได้ล่ะมั้ง คิดอะไรมากมายจนกระทั่งมีช่วงที่จิตตกเยอะมาก ซึ่งตัวฉันก็เคยเป็นแบบนั้นมาแล้วค่ะ ฉันในตอนนั้นเนี่ย เริ่มทานข้าวได้เพียงนิดเดียวเองเท่านั้นค่ะ เพราะงั้นร่างกายก็เลยทรุดลง สำหรับรุ่นน้องนั้นฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้นค่ะ ก็เลยชักชวนไปทานข้าวด้วยกันสักเล็กๆน้อยก็ยังดีค่ะ

ในตอนนี้ ก็เลยใส่ใจกับเด็กรุ่นที่ 7 และเด็กดราฟรุ่นที่ 2สินะครับ/คะ
จูรินะ – พวกเธอหน่ะ น่ารักมากๆๆๆๆเลยค่ะ! ใช้สิทธิพิเศษในความเป็นเมมเบอร์ แล้วเข้าไปดูสเตจเคงคิวเซย์ของพวกเธอมาหน่ะสิคะ! เป็นแฟนๆที่ใสซื่อบริสุทธิ์นะ! ! เพราะฉันได้บอกกับสต้าฟซังว่า “ฉันหน่ะ เป็น To [Tob Ota] ของพวกเธอนะ!” แต่ว่าเพราะเป็นพวก DD [Note : ใครก็ได้ชอบหมด] เลยไม่สามารถเลือกได้ว่าใครจะเป็นโอชิค่ะ!

ในส่วนไหนของพวกเธอที่ถูกดึงขึ้นมาหรอครับ/คะ
จูรินะ – ในตอนแรกฉันคิดว่า “ยังไงๆซะ ก็อยากให้สืบทอดเจตนารมณ์ของ SKE48” ก็เลยไปดูการฝึกซ้อมของเด็กๆรุ่นที่ 7 ค่ะ ได้พูดเรื่องที่ต้องเข้มงวดกับพวกเธอไว้ด้วย อย่างเช่น “ก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ที่นี้ห้ามทำแบบนี้นะ!” หรืออย่าง “ไม่ได้มีอารมณ์กันเลยหนิหน่า!” แต่ว่า สเตจเคงคิวเซย์ที่ฉันไปดูในรอบที่ 3 ที่เธียเตอร์นั้น สุดยอดมากๆเลยค่ะ ฉันได้เดินไปบอกว่า “ทุกคน! สุดยอดมากเลยนะ!” หลังจากนั้นฉันเลยกลายเป็นแฟนคลับไปเลยค่ะ แฟนๆเองก็ได้บอกกับฉันนะคะ ว่า “พอได้มาดูสเตจของจูรินะนะ รู้สึกร่าเริงขึ้นมาเลยล่ะ วันพรุ่งนี้เองก็จะพยายามเหมือนกัน” แต่ว่าทำให้ตัวฉันเองก็คิดได้ว่า “ไปดูสเตจของเด็กๆพวกนั้นแล้วฉันก็ร่าเริงขึ้นมาเหมือนกัน พยายามได้โดยที่ไร้กังวล!” ฉันเริ่มเข้าใจความรู้สึกของแฟนๆขึ้นมาแล้วค่ะ เป็นแบบส่วนตัวเต็มรูปแบบแล้วใช่มั้ยคะ!

เยี่ยมยอดมากครับ/ค่ะ (ขำ) ความเป็นจริงในตอนนั้นไม่ได้ร่าเริงเลยสินะครับ/คะ?
จูรินะ – นั่นสินะคะ

เหตุผลในตอนนั้น มาจากผลกระทบจากการจบการศึกษาของมัตสึอิ เรนะซังสินะครับ/คะ
จูรินะ – ใช่ค่ะ จริงๆ แล้ว ตอนที่ฉันได้ยินมาว่าเรนะจังจะจบการศึกษา ฉันก็คิดนะว่าฉันเองก็ตั้งใจจะจบการศึกษาด้วยเหมือนกัน คิดว่า “ไม่ไหวแล้วอ่ะ” ก็มารู้ตัวตอนที่คิดว่า “เรนะจังเองก็ใกล้เวลาที่จะจบการศึกษาแล้วสินะ” ก็เพราะว่าอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่พอคิดว่ามันมาเร็วขนาดนี้เลยหรอ ก็เลยรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาค่ะ แล้วก็ “การที่จะร้องเพลงของ SKE48 เนี่ยมันเริ่มจะเจ็บปวดขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วสิ” ฉันไม่สามารถให้ความรู้สึกเป็นแบบนี้อีกต่อไปค่ะ มันดูเสียมารยาทต่อแฟนๆ อีกด้วย ก็เลยบอกคนรอบๆข้างของฉันว่า “ฉันจะจบการศึกษานะ”

หลังจากนั้นทำอย่างไรถึงลุกขึ้นยืนอีกครั้งหรอครับ/คะ
จูรินะ – ในช่วงเวลาตอนนั้น ฉันเคยร้องไห้ตอนที่อยู่ในที่ซ้อมค่ะ พอเพลงของ SKE48 ดังขึ้นมาระหว่างที่กำลังแต่งหน้าอยู่ มีท่อนร้องที่เหมาะกับตัวฉันและเรนะจังอยู่มากมาย ทั้งๆที่ กำลังแต่งหน้าอยู่นั้น ก็ร้องไห้ออกมาทันทีเลย….ในที่ซ้อมตอนนั้น เด็กรุ่น 7 กับเด็กดราฟรุ่นที่ 2 กำลังซ้อมเพลง “Mirai to wa” กันอยู่ ก่อนหน้านี้วันนึง ฉันใช้เวลาเยอะพอสมควรเพื่อมาช่วยสอนท่าเต้นให้กับพวกเธอ ฉันเลยบอกไปด้วยร้องไห้ไปด้วยกับพวกเธอว่า “ขอโทษน้า ทุกๆคนช่วย ร้องและเต้นเพลง Mirai to wa อย่างสุดกำลังให้ฉันดูหน่อยได้มั้ย” พอพูดอย่างนั้นไปปุ๊ป…………….ฉันที่ได้ดูพวกเธอที่เต้นและร้องเพลงอย่างสุดกำลังนั้น น้ำตาก็หยุดไหลเลยค่ะ มีความตั้งใจจริงๆและเปล่งประกายออกมาให้เห็น ทำให้ฉันคิดว่า “เด็กพวกนี้ คือ “อนาคต” ยังไงล่ะ” ถ้าหากในที่นี้มีอนาคตอยู่แล้วล่ะก็ ฉันก็อยากจะสร้างหนทางเหล่านั้นให้ค่ะ! ………เพราะอย่างนั้น ฉันที่ได้เห็นเด็กรุ่น 7 และเด็กดราฟรุ่นที่ 2 ได้เต้นกันแล้วทำให้ฉันลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งค่ะ

พวกเธอนั้น ยอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยหรอครับ/คะ
จูรินะ – สุดยอดเลยล่ะคะ ไปดูสเตจเคงคิวเซย์กันให้ได้เลยนะคะ หากได้ดูสเตจ “PARTY Ga Hajimaru” ของพวกเธอแล้วล่ะก็ จะทำให้นึกถึงสเตจทีมเอสในช่วงแรกสุดของพวกเราค่ะ!

จริงๆ แล้ว ก็ได้มีโอกาสถามและพูดคุยกับ มัตสึอิ เรนะซัง แล้วก็ โอยะ มาซานะซัง รุ่นที่ 1 ด้วยครับ/ค่ะ ทั้งสองคนได้บอกกับทางเราว่า “รู้สึกได้เลยว่า รุ่นที่ 7 หรือเด็กดราฟรุ่นที่ 2 นี้เหมือนกับรุ่นที่ 1 ในช่วงนั้นเลย” การที่ทั้งสามคนพูดเหมือนกันนี่สุดยอดไปเลยนะครับ/คะ แล้วเหมือนส่วนไหนกันนะ?
จูรินะ – “เชื่อมั่นในตัวเองโดยที่ไม่มีมูลความจริงใดๆ”ละนะ เด็กๆ พวกนั้นมีสิ่งนั้นตั้งแต่ต้นค่ะ พวกเราเองก็ โดนบอกมาเรื่อยๆเลย จาก อันนะเซนเซย์ เซนเซย์ที่สอนเต้น หรืออย่าง อากิโมโต้เซนเซย์ ว่า “เชื่อมั่นในตัวเองโดยที่ไม่มีมูลความจริงสิ!” “สร้างรอยยิ้มด้วยความเชื่อมั่นในตนเองหน่อย!” ซึ่งพวกเธอนั้นสามารถสร้างรอยยิ้มได้ตั้งแต่แรกเลยนะคะ! สุดยอดจริงๆค่ะ!

เรื่องขนาดนั้นได้เกิดขึ้น ในช่วงที่ถ่ายหนังสือรวมภาพพอดีสินะครับ/คะ
จูรินะ – ใช่ค่ะ! เพราะอย่างนั้นเลยรู้สึกโล่งใจ! ได้ถ่ายหนังสือรวมภาพอย่างมั่นใจได้ต้องขอบคุณเด็กๆ รุ่น 7 และ
ดราฟรุ่น 2 จริงๆค่ะ! พอเป็นแบบนี้แล้ว คนเรานี่ก็ถูกช่วยจากไอดอลได้นะเนี่ย! ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากไอดอล อย่าง SKE48 ! ในตอนนี้เอง เมมเบอร์ของ SKE48 เป็นสุดยอดกองกำลังสนับสนุนอยู่ค่ะ จะเป็นเซมบัตสึ หรืออันเดอร์อะไรก็ไม่เกี่ยวกัน ทุกๆคนนั้นไฟแรงกันอยู่แล้วค่ะ หลังจากนี้ไปฉันคิดว่า “SKE48 นี่สุดยอดสุดๆ ไปเลย” แล้วก็อยากจะให้เจ๋งที่สุดในกรุ๊ปด้วย อยากจะสร้างอนาคตของ SKE48 ค่ะ

แล้ว “อนาคต” ของมัตสึอิ จูรินะ?

จูรินะซังที่เป็นแบบนั้น แต่ว่า SKE48 หรืออย่าง AKB48 นั้นแตกต่างกัน ทางเราจึงอยากจะถามเกี่ยวกับ อนาคตของ ”มัตสึอิ จูรินะ” ครับ/ค่ะ
จูรินะ – อืมมมมมม แต่ว่ายังไงๆ ไม่เคยมีความคิดที่จะออกห่างจาก SKE48 เลยนะคะ ฉันกับ SKE48 ต้องอยู่ด้วยกันค่ะยังไงละคะ

อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นก็ อนาคตของมัตสึอิ จูรินะ ที่รวมเข้ากับความเป็นไอดอลหล่ะครับ/คะ?
จูรินะ – งั้นพูดแบบภาพรวมได้มั้ยคะ? ถ้าพูดถึงอนาคตแล้วล่ะก็ ฉันคิดว่า เป็นสีส้มที่บริสุทธิ์ค่ะ หรืออาจจะเป็นดวงอาทิตย์ที่บริสุทธิ์ น้ำส้มที่บริสุทธิ์ก็เป็นไปได้ แบบว่า อิมเมจ คือ “สีส้ม” แต่ฉันคิดว่า จะดวงอาทิตย์ หรือสีส้ม หากเป็น สีส้มบริสุทธิ์ 100% แล้วล่ะก็ ฉันก็คิดว่าดีนะคะ

สีส้มบริสุทธิ์
จูรินะ – ค่ะ แล้วก็ เพื่ออนาคตแล้ว ฉันคิดว่าช่วยกันปกป้อง SKE48 กันเถอะนะคะ ส่วน “ถูกโจมตี” นั้นก็ขอยกให้กับพวกเด็กๆ ในอนาคต แล้วก็ฉันตั้งใจว่าจะเป็นแม่ของเด็กรุ่น 7 และดราฟรุ่น 2 ให้ได้ จะพยายามค่ะ! ก็ยังไม่ได้บอกเจ้าตัวเลยนะคะว่า “เรียกฉันว่าแม่สิ!” ถึงจะไม่มีใครยอมเรียกก็ตามนะ(ขำ)


 

Posted in All Posts, Interview, Thai Translation.

Leave a Reply

Your email address will not be published.